2007/Jun/01

คุณธรรมและจริยธรรม

ปัจจุบันมักจะได้ยินคำกล่าวกันเสมอๆ ถึงเรื่องคุณธรรมและจริยธรรม ดังนั้น จึงขอนำเสนอบทความเกี่ยวกับคุณธรรมและจริยธรรมให้กับสมาชิกทั้งหลายได้รับทราบเพื่อพิจารณา และหากนำไปประพฤติปฏิบัติตามที่น่าจะเกิดประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย

คำว่า คุณธรรม ตามความหมายในพจนานุกรม หมายถึง สภาพของคุณงามความดี ส่วนคำว่า จริยธรรม ตามความหมายแยกออกเป็น 2 คำคือ จริย หมายถึง การประพฤติปฏิบัติ และ ธรรม หมายถึง คุณความดี ความจริง ความถูกต้อง,กฎ,กฎเกณฑ์,กฎหมาย หลักคำสอนในศาสนาหากจะสรุปรวมทั้งคุณธรรม และจริยธรรม ตามความเข้าใจของผู้เรียบเรียงคงหมายถึง การประพฤติปฏิบัติตนให้ตั้งมั่นอยู่ในความดี ทั้งกาย วาจา และใจ ดังนั้นเมื่อมีการกล่าวถึงคำว่าคุณธรรมก็มักจะกล่าวถึงคำว่าจริยธรรมรวมกันไปด้วย

ในเรื่องของคุณธรรม และจริยธรรม พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์ หลักราชการ ซึ่งถือได้ว่าเป็นหลักคุณธรรม และจริยธรรมในวิชาชีพข้าราชการที่สำคัญยิ่งสำหรับให้ข้าราชการพึงยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติราชการ 10 ประการ มีใจความสำคัญ สรุปได้ดังนี้

1. ความสามารถ หมายถึง ความชำนาญในการปฏิบัติงานในด้านต่างๆให้เป็นผลสำเร็จได้ดียิ่งกว่าผู้มีโอกาสเท่าๆกัน

2. ความเพียร หมายถึง ความกล้าหาญไม่ย่อท้อต่อความลำบาก และบากบั่นเพื่อจะข้ามความขัดข้องให้จงได้โดยใช้ความวิริยภาพมิได้ลดหย่อน

3. ความมีไหวพริบ หมายถึง รู้จักสังเกตเห็นโดยไม่ต้องมีใครเตือนว่า เมื่อมีเหตุเช่นนั้นจะต้องปฏิบัติการอย่างนั้น เพื่อให้บังเกิดผลดีที่สุดแก่กิจการทั่วไปและรีบทำการอันเห็นควรนั้นโดยฉับพลัน

4. ความรู้เท่าถึงการณ์ หมายถึง รู้จักปฏิบัติการอย่างไรจึงจะเหมาะสมแก่เวลา และอย่างไรที่ได้รับเหตุผลสมถึงจะเป็นประโยชน์ที่สุด

5. ความซื่อตรงต่อหน้าที่ หมายถึง ตั้งใจกระทำกิจการซึ่งได้รับมอบให้เป็นหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต

6. ความซื่อตรงต่อคนทั่วไป หมายถึง ให้ประพฤติซื่อตรงต่อคนทั่วไป รักษาตนให้เป็นคนที่เขาทั้งหลายจะเชื่อถือได้

7. ความรู้จักนิสัยคน ข้อนี้เป็นข้อสำคัญสำหรับผู้มีหน้าที่ติดต่อกับผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่หรือผู้น้อย

8. ความรู้จักผ่อนผัน หมายความว่า ต้องเป็นผู้ที่รู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาวว่าเมื่อใดควรตัดขาดและเมื่อใดควรโอนอ่อนหรือผ่อนผันกันได้ มิใช่แต่จะยึดถือหลักเกณฑ์หรือระเบียบอย่างเดียว ซึ่งจะก่อให้เกิดผลเสีย ควรจะยืดหยุ่นได้

9. ความมีหลักฐาน ข้อนี้ประกอบด้วยหลักสำคัญ 3 ประการ คือ มีบ้านอยู่เป็นที่เป็นทางมีครอบครัวอันมั่นคงและตั้งตนไว้ในที่ชอบ

10. ความจงรักภักดี หมายความว่า ยอมเสียสละเพื่อประโยชน์แห่งชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช พระราชทานคุณธรรม 4 ประการ แก่ข้าราชการและประชาชนในคราวสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี มีข้อความดังนี้

ประการแรก คือ การรักษาความสัจ ความจริงใจต่อตัวเอง รู้จักสละประโยชน์ส่วนน้อยเพื่อส่วนใหญ่ของบ้านเมืองที่จะประพฤติปฏิบัติแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์และเป็นธรรม

ประการที่สอง คือ การรู้จักข่มใจตนเอง ฝึกใจตนเองให้ประพฤติปฏิบัติอยู่ในความสัจ ความดีนั้น

ประการที่สาม คือ ความอดทน อดกลั้น และอดออม ไม่ประพฤติล่วงความสัตย์สุจริตไม่ว่าจะด้วยเหตุประการใด

ประการที่สี่ คือ การรู้จักละวางความชั่ว ความทุจริต และรู้จักเสียสละประโยชน์ส่วนน้อยของตน เพื่อประโยชน์ส่วนใหญ่ของบ้านเมือง

คุณธรรม 4 ประการ ถ้าแต่ละคนพยายามปลูกฝังและบำรุงให้เจริญงอกงามขึ้นโดยทั่วกันแล้วจะช่วยให้ประเทศชาติบังเกิดความสุข ความร่มเย็น และมีโอกาสที่จะปรับปรุงพัฒนาให้มั่นคงก้าวหน้าต่อไปได้ดังประสงค์

นอกจากนี้จะขอนำคุณธรรมของคนที่เป็นผู้นำ 8 ประการ มากล่าวไว้ เพื่อให้คนที่เป็นผู้นำและคนที่ต้องการจะเป็นผู้นำ ได้นำไปศึกษาและนำไปประพฤติปฏิบัติตามสมควรแก่ตนต่อไป

ประการที่ 1 ความอดทน หมายถึง การห้ามจิตใจ เมื่อได้พบกับเหตุการณ์อันจะก่อให้เกิดเรื่องหรือแสดงกิริยาไม่ดีออกมา ต้องมีความอดทน ไม่หุนหันพันแล่น เช่น อดทนต่อความยากลำบากในขณะที่ทำการงาน ไม่เห็นแก่ความหนาว ความร้อน เช้าสายบ่ายค่ำ อดทนต่อความเจ็บใจ ในเมื่อคนอื่นทำสิ่งที่ไม่น่าพอใจให้แก่ตน ไม่ด่วนโมโหโกรธา

ประการที่ 2 ความเป็นนักสู้ หมายถึง เป็นผู้เข้มแข็ง กล้าหาญ หนักเอาเบาสู้ มุ่งความสำเร็จกิจการงานเป็นที่ตั้ง ไม่หลงคำยอ ไม่ท้อคำติ มุ่งมั่นฝ่าฟันอุปสรรคปัญหาต่างๆ ปฏิบัติงานทุกอย่างให้บรรลุเป้าหมาย

ประการที่ 3 ความเป็นผู้ตื่น หมายถึง เป็นคนตื่นตัว ว่องไวต่อปัญหาตลอดเวลา มีความคิดก้าวหน้า ริเริ่มสร้างสรรค์ มีความคิดยืดหยุ่น รวมทั้งมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล สามารถที่จะนำความคิดออกมาใช้ให้ทันต่อสถานการณ์และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า

ประการที่ 4 ความขยันหมั่นเพียร หมายถึง มีความวิริยะอุตสาหะ มีความจริงใจในการปฏิบัติหน้าที่ ไม่เป็นทาสของความเกียจคร้าน มีความกระตือรือร้นอยู่ตลอดเวลา

ประการที่ 5 เมตตากรุณา หมายถึง มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ช่วยเหลือเกื้อกูล โอบอ้อมอารีในลักษณะสงเคราะห์ อนุเคราะห์ หรือบูชาคุณความดี แล้วแต่เวลา สถานที่และบุคคล มีความรักและความหวังดีเป็นที่ตั้ง

ประการที่ 6 ความยุติธรรม หมายถึง มีความเที่ยงธรรม เสมอภาคในคนทุกประเภท ไม่แบ่งแยกพวกเขาพวกเรา ไม่มีอคติ คือ ความลำเอียง ซึ่งความลำเอียงนี้ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ 4 อย่างคือ ลำเอียงเพราะความรัก ลำเอียงเพราะความโกรธ ลำเอียงเพราะความกลัว และลำเอียงเพราะความหลง การพิจารณาเลื่อนตำแหน่งก็พิจารณาจากความรู้ ความสามารถและคุณธรรมความดี ผู้นำที่ปฏิบัติได้ดังนี้ ย่อมเป็นที่รักของหมู่ชน ได้คนที่มีความรู้ ความสามารถ มีคุณธรรมความดี มาเป็นบริวารอยู่เสมอ

ประการที่ 7 การหมั่นตรวจตรากิจการงาน หมายถึง การสอดส่องดูแลการงานอยู่เสมอ เมื่อพบข้อบกพร่องก็รีบแก้ไข อย่าปล่อยไว้จะลำบากในการแก้ไข และตรวจตราดูลำดับความสำคัญก็ควรทำงานนั้นก่อน งานไหนควรทำเอง งานไหนควรแบ่งมอบหมายให้คนอื่นรับผิดชอบ รวมทั้งต้องรู้จักแบ่งงานให้ถูกกับคนด้วย คนที่มีความรู้ ถนัดสามารถในเรื่องไหน ก็มอบหมายเรื่องนั้นให้ทำ

ประการที่ 8 ความซื่อสัตย์สุจริต หมายถึง มีความซื่อตรง มั่นคงอยู่ในศีลธรรม มีความซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่น มีความสุจริตทางกาย ทางวาจา และทางใจ

ดังนั้น คนที่เป็นผู้นำ จึงมีความสำคัญ เพราะเรียกได้ว่าเป็นแบบอย่างให้แก่ผู้อื่นด้วย สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า บุคคลที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้นำ ถ้าประพฤติไม่เป็นธรรม คนทั้งหมดก็ทำตามอย่าง ประเทศชาติเดือดร้อน แต่ถ้าประพฤติเป็นธรรม คนทั้งหมดก็ประพฤติตามอย่างบ้าง ประเทศชาติก็จะมีแต่ความเจริญรุ่งเรือง เปรียบเสมือนกับฝูงโคที่กำลังข้ามฟาก ถ้าโคจ่าฝูงนำไปคดโคทั้งหมดก็เดินคดเคี้ยวตาม หากโคจ่าฝูงนำไปตรง โคทั้งหมดก็ไปตรง ฉะนั้น

จากคู่มือการจัดมาตรฐานทางคุณธรรม

และจริยธรรม ของศูนย์ส่งเสริมจริยธรรม

สำนักงาน ก.พ.และจากเว็ปไซด์

เรียบเรียงโดย พ.ท.อุดม สนสายันต์

หัวหน้าสมาชิก กฌป.สก.ทบ.

2007/May/31

คุณสมพงษ์ เกษตรอำนวย เจ้าหน้าที่วิเคราะห์งานบุคคล 8 ว. ได้สัมภาษณ์

ดร. ปรียานุช พิบูลสราวุธ หัวหน้าโครงการวิจัยเศรษฐกิจพอเพียง สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ลงใน วารสารข้าราชการ ฉบับเดือน พ.ย. ธ.ค. 49 อ่านแล้วน่าเลื่อมใสมากค่ะ สวัสดิการ ฉบับนี้ จึงขอนำมาลงในแบบ คัดย่อ เพื่อท่านผู้อ่านจะได้เข้าใจง่านขึ้นและยึดถือปฏิบัติในโอกาสต่างๆ นะคะ

การพัฒนาตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง คือ การพัฒนาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทางสายกลางและความไม่ประมาท โดยคำนึงถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ตลอดจนใช้ความรู้อย่างรอบคอบระมัดระวัง และมีคุณธรรมต่างๆ ประกอบการวางแผน การตัดสินใจ และการกระทำ

การจะปลูกฝังจิตสำนึกนั้น วัฒนธรรมองค์กรมีความสำคัญมาก สังเกตได้ว่าองค์กรใด มีการปฏิบัติงานอย่างกระฉับกระเฉง ดำเนินการทุกอย่างด้วยความเรียบร้อย มีระเบียบวินัย เมื่อวัฒนธรรมเป็นแบบนี้ บุคลากรที่เข้ามาทำงานใหม่ก็ต้องปรับตัวเองให้เข้ากับวัฒนธรรมองค์กรเพราะไม่ต้องการทำตัวแตกต่างจากวัฒนธรรมองค์กรที่มีอยู่เดิม การเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรแบบพอเพียง จึงมีความจำเป็น โดยผู้นำต้องทำเป็นแบบอย่างที่ดี มีการปลูกฝังและติดตามอย่างสม่ำเสมอ จนเป็นวัฒนธรรมที่ทุกคนยอมรับ โดยต้องเป็นสิ่งที่สามารถปฏิบัติได้จริงไม่ใช่แบบเพ้อฝัน ตัวอย่างวัฒนธรรมองค์กรประการหนึ่งที่ง่ายๆ คือ การจัดโต๊ะทำงานให้สะอาดเรียบร้อยเป็นประจำทุกวัน มีการทำกิจกรรม 5 ส อย่างต่อเนื่อง ความเป็นระเบียบในลักษณะเช่นนี้ ทำให้เกิดสภาพแห่งสุขภาวะที่ทุกคนอยากทำงาน การค้นหาเอกสารทำได้สะดวก เมื่อหายก็ทราบได้ทันทีเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี ซึ่งสามารถทำได้ไม่ยาก เพียงแบ่งเวลาครึ่งชั่วโมงก่อนกลับบ้านในการจัดการสะสางโต๊ะทำงาน นี่คือการปฏิบัติตัวเบื้องต้นของข้าราชการตามหลักคิดพอเพียง

การปฏิบัติงานในราชการนั้น บางครั้งเมื่อเปลี่ยนตัวบุคคลหรือผู้บังคับบัญชา งานมักจะไม่ต่อเนื่อง เมื่อนำหลักเหตุผลเป็นตัวตั้งและนำภูมิคุ้มกันเป็นตัวตามว่างานแต่ละอย่างที่ปฏิบัติอยู่นั้นจำเป็นต้องรักษาให้ต่อเนื่องหรือไม่ โดยหากพิสูจน์แล้วว่างานนั้นเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั่วไปและเป็นประโยชน์สะท้อนกลับมาที่หน่วยงาน ก็ต้องมีความกล้าที่จะเสนอความเห็นต่อผู้บังคับบัญชาเพื่อรักษาความต่อเนื่องของงาน

ข้าราชการแต่ละท่านนั้น กว่าจะเข้ามาเป็นข้าราชการนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายและอาชีพข้าราชการนั้นคนในสังคม ก็ยังคงมองว่าเป็นอาชีพที่มีเกียรติและศักดิ์ศรี เป็นอาชีพที่ทำงานเพื่อส่วนรวม ข้าราชการจึงต้องมีจิตสำนึกมีความตระหนักในหน้าที่การเป็นข้าราชการที่ดี จะมีวิธีทำอย่างไรที่จะปฏิบัติหน้าที่ให้สมกับความภาคภูมิใจในการเข้ารับราชการวันแรก ข้าราชการได้คิดและพิจารณานำหลักเศรษฐกิจพอเพียงและหลักคิดพอเพียงไปใช้ในการปฏิบัติงาน เพื่อที่ว่าวันหนึ่งเมื่อท่านพ้นจากข้าราชการแล้ว จะมีความภาคภูมิใจ เมื่อหวนคิดกลับมาว่า ท่านได้ปฏิบัติงานของพระราชาอย่างเต็มศักยภาพ

พ.อ.หญิง เขมิกา บวรวุฒิ

สวัสดิการสาร(ทหารบก) ฉบับประจำเดือน เมษายน 2550

2007/May/23

"มีคนเคยบอกว่ารองลงมาจากความรักแล้ว

อารมณ์ขันคืออารมณ์ที่ดีและมีคุณค่าที่สุดที่มนุษย์มี

เป็นสิ่งอภิสิทธิ์ เป็นรางวัลที่พระเจ้าได้เลือกมอบให้

สำหรับมนุษย์เท่านั้น เพราะหมา แมว ลิง นก

และสัตว์ต่างๆนั้น ไม่สามารถสร้างเสียงอันไพเราะ

งดงามเช่นเสียงหัวเราะได้ แค่ยิ้มอย่างเดียวยังทำไม่ได้เลย

จะมาบังอาจหัวเราะเช่นมนุษย์ได้อย่างไร..."

วัวยังร้องไห้เลียนแบบมนุษย์ได้ เวลาจะถูกนำไปแปลงสภาพเป็นเนื้อแดดเดียวหรือสเต๊คแสนอร่อย วัวจะร้องไห้ หมาก็เกือบๆจะร้องไห้ได้ แต่ก็ยังเพียงแต่สะอื้นในอกให้เราเห็นได้เวลาที่ต้องพลัดพรากจากเจ้าของผู้เป็นที่รัก ส่วนแมวนั้นทำอะไรไม่เป็นเลย นอกจากร้อง เมี้ยว เมี้ยว แล้วก็เลยแผล็บๆ ก็มีคนเท่านั้นในจักรวาลอันกว้างใหญ่นี้ที่หัวเราะเป็น หัวเราะหลายแบบเสียด้วย ถ้าร่างกายบึกบึนหน่อยก็มักจะหัวเราะเสียงดังก้องกังวาน ฮ่า...ฮ่า ถ้าตัวเล็กกระจ้อยร่อยก็มักจะหัวเราะเสียงแหลม ฮิๆๆ ถ้ามีสายเลือดผู้ดีหน่อยก็จะหัวเราะอยู่ในลำคอ เฮ่อ...เฮ่อ และม้วนบิดตัวพอสวยงาม คนที่ไม่มีสายเลือดผู้ดีจะหัวเราะได้มันกว่าดังกว่า เพราะบางทีจะกระทืบเท้าโครมๆๆๆ เท่านั้นยังไม่พอยังกลิ้งตัวไปมาซ้ายขวา ถ้าถึงขีดสุดก็อาจจะดิ้นกระแต่วๆได้ทันตาเห็น แต่ถึงจะหัวเราะด้วยเสียงแบบไหน ประกอบท่าแบบไหน เสียงหัวเราะก็ยังน่าฟังปานประหนึ่งเสียงดนตรีชนิดหนึ่งที่ช่วยยกระดับอารมณ์คนให้พ้นจากอารมณ์ที่พื้นๆและซ้ำซากทั้งหลาย เช่น อารมณ์หงุดหงิด อารมณ์ที่เหลือก็มักจะไม่ดีทั้งนั้น อ้อ...ยกเว้นอารมณ์รักที่ไม่ใช่ดีอย่างเดียวแต่วิเศษเชียวล่ะ แต่อารมณ์ขันน่ารักตรงที่ใครๆ ก็มีส่วนร่วมได้ คนมีอารมณ์ขันไปที่ไหน คนอื่นก็ร่วมหัวเราะไปกับเรา ส่วนคนมีอารมณ์รักมีแค่สองคนเท่านั้นที่รู้กัน ออกจะคับแคบไปหน่อย แต่ที่จริงแล้วเสียงหัวเราะนั้นมีความน่ารักหลายอย่างจาระไนกันไม่หมด ตราบเท่าที่เสียงหัวเราะยังมีก็แปลว่าชีวิตยังไม่สิ้นหวัง คนที่หัวเราะให้กับตัวเองได้คือคนที่สร้างกำลังใจให้กับตัวเองได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนที่หัวเราะเก่งจะร้องไห้ไม่เป็น แต่อาจจะเป็นคนที่ร้องไห้มามากมายจนไม่รู้ว่าจะร้องไห้อีกทำไม ก็หัวเราะมันซะดีกว่า แล้วมันก็ดีกว่าจริงๆ

เสียงหัวเราะทำให้บรรยากาศสดใส ทำให้บ้านน่าอยู่ ทำให้ที่ทำงานเป็นที่น่าทำงาน ทำให้มิตรภาพแน่นแฟ้น ทำให้ความรักยืนยง ทำให้อากาศที่ร้อนไม่ร้อนจนเกินไป ทำให้อากาศที่หนาวอบอุ่นได้ ทำให้รถที่ติดก็ดูเหมือนไม่ติด คนที่ไม่มีอารมณ์ขันคือคนที่ไร้เสน่ห์ที่สุดในโลก เสียงหัวเราะบางครั้งอาจจะฟังดูไร้สาระ แต่คุณเอ๋ย...ชีวิตเราเอาเข้าจริงๆแล้วก็ไร้สาระอย่างนี้น่ะเอง จะเอาอะไรกันนักกันหนา วันนี้หุ้นขึ้น พรุ่งนี้หุ้นตก มัวแต่เอาหัวโขกฝาจะได้อะไรขึ้นมา แต่ถ้าคุณหัวเราะให้กับมันได้ เสียงหัวเราะจะทำให้ความคิดคุณกระจ่างใส ต้อนรับสิ่งใหม่ๆ ที่อาจเข้ามาเพราะมีการพิสูจน์มาแล้วว่า อารมณ์ขันเป็นบ่อเกิดของความคิดสร้างสรรค์ ทำให้คุณรู้จักตัวเองและตระหนักได้ว่า คนทุกคนมักมีเรื่องผิดพลาดเกิดขึ้นในชีวิตได้เสมอ แล้วจะทำอย่างไรให้มีอารมณ์ขัน ก็ต้องมองโลกในแง่ดี มองโลกอย่างเดียวยังไม่พอต้องมองคนในแง่ดีด้วย ต้องเชื่อว่าทุกคนมีความดีงามซ่อนอยู่เสมอ ต้องเชื่อว่าหลังฝนจะมีฟ้าอันสดใส แม้วันนี้จะมืดมนอย่างไร แต่พรุ่งนี้พระอาทิตย์ก็จะขึ้น วันใหม่ๆจะมีมาพร้อมกับความหวังใหม่ๆเช่นกัน คนที่มีอารมณ์ขันคือคนที่เชื่อว่าถ้ายังมีเสียงหัวเราะ เขาจะไม่ล้ม หรือถ้าล้มก็จะลุกขึ้นมาใหม่ได้ ถ้าไม่เชื่ออย่างนี้ก็ยากนะ ที่จะมีอารมณ์ขันหรือถ้ามีเสียงหัวเราะก็อาจจะแปร่งๆไปหน่อยไม่ค่อยน่าฟัง

อารมณ์ขันต้องอาศัยการฝึกฝนอยู่เหมือนกัน อยู่ๆจะลุกขึ้นมาเอิ๊กอ๊ากทันทีทันใดนั้นไม่ได้ถ้าภายในคุณไม่พร้อม และต้องแน่ใจว่าเสียงหัวเราะของคุณนั้นไม่ใช่เสียงหัวเราะเยาะเย้ย ถากถางคนอื่น เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น แทนที่เสียงหัวเราะจะช่วยสร้างบรรยากาศให้สดชื่นก็จะกลายเป็นมลพิษทางหูไปได้ เสียงหัวเราะที่น่าฟังที่สุดคือเสียงหัวเราะของเด็กๆ เสียงหัวเราะที่ไม่น่าฟังที่สุดคือเสียงหัวเราะของผู้ใหญ่ ที่แค่นหัวเราะทั้งที่ไม่มีอารมณ์ขัน ไม่อยากหัวเราะแต่ยังหัวเราะ ฟังดูแล้วจะเหมือนร้องเพลงผิดคีย์ เล่นดนตรีผิดทำนอง

คุณพร้อมที่จะหัวเราะแล้วหรือยัง เริ่มต้นฝึกฝนด้วยขั้นตอนง่ายๆก่อนก็ได้ อย่างเช่นตื่นนอนตอนเช้าทุกวันและก่อนนอนให้จั๊กจี้ตัวเองวันละ 5 นาที เพื่อดูว่าท่าหัวเราะของคุณเองมันน่ารักสักแค่ไหน คุณอาจจะพบว่าคุณน่าจะทำท่าน่ารักอย่างนี้มาเสียตั้งนานแล้ว แล้วก็ฟังเสียงหัวเราะของตัวเองว่ามันน่าฟังยังไงบ้าง เมื่อพบแล้วก็ต้องฝึกขั้นต่อไปคือ หัดเล่าเรื่องลามกให้ตัวเองฟัง ถ้าตัวเองยังหัวเราะไม่ออกก็ต้องฝึกใหม่จนกว่าคุณจะหัวเราะเรื่องของตัวเองกลิ้งไปเลย แล้วก็หาเรื่องลามกเด็ดๆ สัก 2 - 3 เรื่อง เอาไว้เล่าต่อให้วงแตก ความลามกเล็กๆน้อยๆ เป็นความสดใสของชีวิตอย่างหนึ่ง แล้วก็ต้องหัดใส่หัวใจของเด็กๆลงไปในตัวเองบ้าง ใส่ความคิดของเด็กๆลงไปในหัวสมองบ้าง คุณจะหัวเราะได้ง่ายขึ้นแล้วก็ต้องหัดไร้สาระบ้าง ฟุ้งซ่านบ้าง หัดทำอะไรเพี้ยนๆบ้าง ชีวิตนี้มันสั้นนัก มาสนุกกับชีวิตกันดีกว่า

เสียงหัวเราะของคุณที่ว่าน่าฟังแล้ว แต่ที่น่าฟังกว่าคือ เสียงหัวเราะของคนอื่นที่ร่วมหัวเราะไปกับเรา เวลารถติด อย่าลืมเปิดกระจกยื่นหน้าไปที่รถข้างๆคุณ แล้วหัวเราะให้มันครื้นเครง บอกเขาว่าดูสิคะ รถติด น่าขำจังจะมีประเทสไหนรถติดเป็นลานจอดรถอย่างนี้บ้างมั้ยคะ...เอิ๊ก...เอิ๊ก... เอิ๊กฮ่ะ...ฮ่ะ แค่คิดก็ขำแล้ว แล้วก็สุภาษิตที่ว่าหัวเราะทีหลังดังกว่านั้น ใช้ไม่ได้ใครนะช่างตั้งขึ้นมา จะหัวเราะก่อนหัวเราะหลังก็ดังได้เท่ากันนั่นแหละ ว่าแต่คุณหัวเราะเมื่อไรล่ะ อย่างน้อย...ต้องให้ได้ 3 ครั้งหลังอาหาร แล้วกันนะคะ...ฮ่า...ฮ่า...เอิ๊กๆ


Thanks : พ.ท.หญิง เขมิกา บวรวุฒิ ขอบคุณที่มา "เคล็ดลับ" โดย ชานชลา