Relax

10 นิสัยไม่ควรใช้ในที่ทำงาน

สวัสดีค่ะท่านสมาชิกชาว cyber ทุกท่าน ช่วงนี้อากาศเริ่มร้อนขึ้น บางครั้งก็มีฝน อย่างไรก็รักษาสุขภาพตัวเองด้วยนะคะ ที่ผ่านๆมาเราพูดกันถึงการดูแลรักษาสุขภาพกายกันมากมาย คราวนี้ดิฉันคิดว่าเรามาดูแลและพัฒนาสุขภาพจิตในการทำงานกันดีกว่าค่ะ

..บางครั้งสิ่งที่เราทำจนเคยชินโดยไม่คิดว่าเป็นเรื่องแปลก แต่มันอาจไม่สบอารมณ์ของผู้ร่วมงานก็เป็นได้ ดิฉันคาดว่าข้อมูลที่จะกล่าวถึงนี้น่าจะเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ทำให้คุณเป็นที่รักของเพื่อนร่วมงาน และสร้างสุขภาพจิตที่ดีให้บังเกิดแก่ตนเองได้ค่ะ

1. จะพูดจาปราศรัยกับใคร.. คุณระมัดระวังแค่ไหน

บางครั้งคนเราก็มีหลุดคำพูดที่ไม่เหมาะไม่ควรเวลาคุยกับคนอื่นบ้าง แต่สำหรับคุณ มันเกิดขึ้นบ่อยแค่ไหน ถ้าเกิดขึ้นแทบทุกครั้งก็ไม่ใช่หลุดแล้ว คุณต้องกลับมาพิจารณาตัวเองดูว่า คุณเป็นคนปากเสีย ที่ชอบพูดจาไม่เข้าหูใครใช่ไหม

2. นินทาแหลก

อันนี้ก็รู้ๆ กันอยู่ว่า คงห้ามไม่ได้ แต่ถ้านินทาคนอื่นจนเสียหายหลายแสน เรื่องไม่ต้องถึงหูคนที่คุณนินทาหรอก คนที่คุณกำลังเม้าท์แตกให้ฟังนั่นแหละ เค้าจะรังเกียจ จนกระทั่งเอาไปพูดให้คนอื่นรู้กันทั่ว ทีนี้ใครอยากจะคบกับคุณก็แปลกแหละ

3. ชอบลืมกระเป๋าสตางค์

อะไรจะขี้ลืมขนาดนั้นนะ ตอนลงไปกินข้าวด้วยกันก็ลืมกระเป๋าสตางค์ ตอนได้แจกซองผ้าป่าก็ลืม เวลาเพื่อนยืมเงินก็ลืมอีก ที่สำคัญ เวลายืมเงินคนอื่นก็ยังชอบลืมคืน นิสัยแบบนี้ไม่ดีอย่าทำล่ะ

4. ประจบประแจง เลียแข้งเลียขา

นิสัยแบบนี้สังเกตตัวเองได้จาก คุณชอบจับผิดเพื่อนร่วมงาน แล้วเอาไปเล่าให้เจ้านายฟังหรือเปล่า หรือบางทีก็แกล้งพูดขึ้นมาเสียงดังให้เจ้านายได้ยิน เมื่อใครมาทำงานสายประมาณว่า อ้าว! รถติดเหรอจ๊ะเธอ แหมแต่ฉันโชคดีรีบออกมาเลยมาถึงตั้งแต่ 7 โมงเช้า

นอกเหนือจากนั้นก็คือ รอกินข้าวพร้อมเจ้านายทุกวัน ไม่ว่าเขาจะชอบกินกับคุณหรือไม่ และรีบกุลีกุจอเข้าไปช่วยถือของทุกครั้งที่เจ้านายมาถึง ทั้งที่มีแฟ้มบางๆ แค่อันเดียว มันออกจะนอกหน้านอกตาไปหน่อย ว่าไหม รับรองได้ว่าคุณจะกลายเป็นเพื่อนร่วมงานที่ใครๆ ต่างรังเกียจเข้าไส้..แต่จะได้ดิบได้ดีหรือเปล่าไม่ขอยืนยัน

5. ขาด ลา มาสาย บ่อยๆ เกินหน้าเกินตาคนอื่น

ด้วยเหตุผลสารพัด ไม่ว่าจะเป็นรถติด รถตาย หรือว่าท้องเสีย ไม่สบาย มีธุระกะทันหัน ถ้านานๆที ก็คงไม่มีอะไรเสียหายหรอก แต่สายบ่อยๆ ใครจะเชื่อคุณล่ะ

6. เจ้าอารมณ์ หรือเอาแต่ใจตัวเอง

อันนี้เป็นพื้นฐานส่วนตัว คุณอาจต้องใช้เวลารักษาหน่อย แต่หากคุณดื้อดึงหรือไม่สนใจกับนิสัยตรงนี้ของคุณ ก็ขอบอกว่าเกิดผลเสียกับตัวคุณเต็มๆ และจะมีหลายคนได้รับผลกระทบอันนั้นแน่นอน เพื่อนร่วมงานก็คงเข้าหน้าไม่ติด และยิ่งถ้าคุณเป็นเจ้าคนนายคนด้วยแล้ว ลูกน้องก็คง ไม่ค่อยชอบหน้าคุณเท่าไรนัก

7. ชอบเอาปัญหาส่วนตัวมาเที่ยวปรึกษาให้เพื่อนร่วมงานฟัง

เรื่องนี้ดูเหมือนไม่น่าจะมีปัญหา แต่ถ้าคุณทำบ่อยๆ นอกจากจะเสียงานเสียการได้แล้ว คนอื่นก็คงไม่ค่อยอยากคุยกับคุณเท่าไรนัก ต้องแบ่งแยกให้ดีระหว่างเรื่องส่วนตัวกับงาน

8. แอบเอางานนอกมาทำ

ก็ประมาณว่ารับจ็อบกระหน่ำซัมเมอร์เซลล์ แล้วเผอิญเดดไลน์ คุณต้องส่งให้ทันก็เลยหอบมาทำที่ทำงาน ใช้คอมพิวเตอร์ เครื่องซีร็อกซ์ กับปริ้นเตอร์ที่ทำงานเสร็จสรรพ ของอย่างนี้ไม่มีคำอธิบาย นอกจากจะบอกว่ามันไม่เหมาะไม่ควรอย่างยิ่ง

9. ชอบทำเหมือนกับตัวเองเหนือกว่าคนอื่น

ชอบดูถูกผู้อื่นเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร คุณเป็นต้องดีเด่นกว่า และวาจาของคุณช่างน่าหมั่นไส้ ดูเหมือนว่าใครๆ ก็ดีได้ไม่เท่าคุณ แม้ว่าคุณจะมาจากตระกูลที่ดีขนาดไหน จบจากสถาบันที่ชื่อเสียงโด่งดังจากแห่งใด แต่ถ้าไม่เรียนรู้ที่จะเข้ากับคนอื่นได้ คุณก็ยังเป็นแค่คนที่ยังหลงอยู่ในยุคนางทาสนั่นแหละ

10. แข็ง ไม่ยอมใคร

ถ้าคุณมีนิสัยแบบนี้แล้วไม่สามารถปรับปรุงแก้ไขได้ล่ะก็ คุณอาจจะเป็นผู้เปลี่ยนงานบ่อยๆ ได้ บางครั้งคุณก็ต้องปล่อยบางสิ่งบางอย่างให้มันผ่านพ้นไปบ้าง แล้วให้กาลเวลาเป็นผู้ตัดสินว่าสิ่งที่คุณคิดนั้นถูกต้อง

ครบสิบข้อแล้ว มีข้อไหนที่สะดุดใจบ้างไหมว่า ช่างเหมือนตัวคุณเสียเหลือเกิน แต่ถ้ายังมองไม่เห็นอยู่ละก็ คุณก็คงจะเกินเยียวยาแล้วแหละ หากอยากทำงานด้วยความสุขสบายใจทั้งตัวคุณเองและเพื่อนร่วมงาน ต้องมองหาข้อบกพร่องของตัวเองและหาทางแก้ไขแล้วนะคะ

ร.อ.หญิง นลินี กองรอด

ขอขอบคุณ ที่มา www.kapook.com

คุณสมพงษ์ เกษตรอำนวย เจ้าหน้าที่วิเคราะห์งานบุคคล 8 ว. ได้สัมภาษณ์

ดร. ปรียานุช พิบูลสราวุธ หัวหน้าโครงการวิจัยเศรษฐกิจพอเพียง สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ลงใน วารสารข้าราชการ ฉบับเดือน พ.ย. ธ.ค. 49 อ่านแล้วน่าเลื่อมใสมากค่ะ สวัสดิการ ฉบับนี้ จึงขอนำมาลงในแบบ คัดย่อ เพื่อท่านผู้อ่านจะได้เข้าใจง่านขึ้นและยึดถือปฏิบัติในโอกาสต่างๆ นะคะ

การพัฒนาตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง คือ การพัฒนาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทางสายกลางและความไม่ประมาท โดยคำนึงถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ตลอดจนใช้ความรู้อย่างรอบคอบระมัดระวัง และมีคุณธรรมต่างๆ ประกอบการวางแผน การตัดสินใจ และการกระทำ

การจะปลูกฝังจิตสำนึกนั้น วัฒนธรรมองค์กรมีความสำคัญมาก สังเกตได้ว่าองค์กรใด มีการปฏิบัติงานอย่างกระฉับกระเฉง ดำเนินการทุกอย่างด้วยความเรียบร้อย มีระเบียบวินัย เมื่อวัฒนธรรมเป็นแบบนี้ บุคลากรที่เข้ามาทำงานใหม่ก็ต้องปรับตัวเองให้เข้ากับวัฒนธรรมองค์กรเพราะไม่ต้องการทำตัวแตกต่างจากวัฒนธรรมองค์กรที่มีอยู่เดิม การเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรแบบพอเพียง จึงมีความจำเป็น โดยผู้นำต้องทำเป็นแบบอย่างที่ดี มีการปลูกฝังและติดตามอย่างสม่ำเสมอ จนเป็นวัฒนธรรมที่ทุกคนยอมรับ โดยต้องเป็นสิ่งที่สามารถปฏิบัติได้จริงไม่ใช่แบบเพ้อฝัน ตัวอย่างวัฒนธรรมองค์กรประการหนึ่งที่ง่ายๆ คือ การจัดโต๊ะทำงานให้สะอาดเรียบร้อยเป็นประจำทุกวัน มีการทำกิจกรรม 5 ส อย่างต่อเนื่อง ความเป็นระเบียบในลักษณะเช่นนี้ ทำให้เกิดสภาพแห่งสุขภาวะที่ทุกคนอยากทำงาน การค้นหาเอกสารทำได้สะดวก เมื่อหายก็ทราบได้ทันทีเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี ซึ่งสามารถทำได้ไม่ยาก เพียงแบ่งเวลาครึ่งชั่วโมงก่อนกลับบ้านในการจัดการสะสางโต๊ะทำงาน นี่คือการปฏิบัติตัวเบื้องต้นของข้าราชการตามหลักคิดพอเพียง

การปฏิบัติงานในราชการนั้น บางครั้งเมื่อเปลี่ยนตัวบุคคลหรือผู้บังคับบัญชา งานมักจะไม่ต่อเนื่อง เมื่อนำหลักเหตุผลเป็นตัวตั้งและนำภูมิคุ้มกันเป็นตัวตามว่างานแต่ละอย่างที่ปฏิบัติอยู่นั้นจำเป็นต้องรักษาให้ต่อเนื่องหรือไม่ โดยหากพิสูจน์แล้วว่างานนั้นเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั่วไปและเป็นประโยชน์สะท้อนกลับมาที่หน่วยงาน ก็ต้องมีความกล้าที่จะเสนอความเห็นต่อผู้บังคับบัญชาเพื่อรักษาความต่อเนื่องของงาน

ข้าราชการแต่ละท่านนั้น กว่าจะเข้ามาเป็นข้าราชการนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายและอาชีพข้าราชการนั้นคนในสังคม ก็ยังคงมองว่าเป็นอาชีพที่มีเกียรติและศักดิ์ศรี เป็นอาชีพที่ทำงานเพื่อส่วนรวม ข้าราชการจึงต้องมีจิตสำนึกมีความตระหนักในหน้าที่การเป็นข้าราชการที่ดี จะมีวิธีทำอย่างไรที่จะปฏิบัติหน้าที่ให้สมกับความภาคภูมิใจในการเข้ารับราชการวันแรก ข้าราชการได้คิดและพิจารณานำหลักเศรษฐกิจพอเพียงและหลักคิดพอเพียงไปใช้ในการปฏิบัติงาน เพื่อที่ว่าวันหนึ่งเมื่อท่านพ้นจากข้าราชการแล้ว จะมีความภาคภูมิใจ เมื่อหวนคิดกลับมาว่า ท่านได้ปฏิบัติงานของพระราชาอย่างเต็มศักยภาพ

พ.อ.หญิง เขมิกา บวรวุฒิ

สวัสดิการสาร(ทหารบก) ฉบับประจำเดือน เมษายน 2550

"มีคนเคยบอกว่ารองลงมาจากความรักแล้ว

อารมณ์ขันคืออารมณ์ที่ดีและมีคุณค่าที่สุดที่มนุษย์มี

เป็นสิ่งอภิสิทธิ์ เป็นรางวัลที่พระเจ้าได้เลือกมอบให้

สำหรับมนุษย์เท่านั้น เพราะหมา แมว ลิง นก

และสัตว์ต่างๆนั้น ไม่สามารถสร้างเสียงอันไพเราะ

งดงามเช่นเสียงหัวเราะได้ แค่ยิ้มอย่างเดียวยังทำไม่ได้เลย

จะมาบังอาจหัวเราะเช่นมนุษย์ได้อย่างไร..."

วัวยังร้องไห้เลียนแบบมนุษย์ได้ เวลาจะถูกนำไปแปลงสภาพเป็นเนื้อแดดเดียวหรือสเต๊คแสนอร่อย วัวจะร้องไห้ หมาก็เกือบๆจะร้องไห้ได้ แต่ก็ยังเพียงแต่สะอื้นในอกให้เราเห็นได้เวลาที่ต้องพลัดพรากจากเจ้าของผู้เป็นที่รัก ส่วนแมวนั้นทำอะไรไม่เป็นเลย นอกจากร้อง เมี้ยว เมี้ยว แล้วก็เลยแผล็บๆ ก็มีคนเท่านั้นในจักรวาลอันกว้างใหญ่นี้ที่หัวเราะเป็น หัวเราะหลายแบบเสียด้วย ถ้าร่างกายบึกบึนหน่อยก็มักจะหัวเราะเสียงดังก้องกังวาน ฮ่า...ฮ่า ถ้าตัวเล็กกระจ้อยร่อยก็มักจะหัวเราะเสียงแหลม ฮิๆๆ ถ้ามีสายเลือดผู้ดีหน่อยก็จะหัวเราะอยู่ในลำคอ เฮ่อ...เฮ่อ และม้วนบิดตัวพอสวยงาม คนที่ไม่มีสายเลือดผู้ดีจะหัวเราะได้มันกว่าดังกว่า เพราะบางทีจะกระทืบเท้าโครมๆๆๆ เท่านั้นยังไม่พอยังกลิ้งตัวไปมาซ้ายขวา ถ้าถึงขีดสุดก็อาจจะดิ้นกระแต่วๆได้ทันตาเห็น แต่ถึงจะหัวเราะด้วยเสียงแบบไหน ประกอบท่าแบบไหน เสียงหัวเราะก็ยังน่าฟังปานประหนึ่งเสียงดนตรีชนิดหนึ่งที่ช่วยยกระดับอารมณ์คนให้พ้นจากอารมณ์ที่พื้นๆและซ้ำซากทั้งหลาย เช่น อารมณ์หงุดหงิด อารมณ์ที่เหลือก็มักจะไม่ดีทั้งนั้น อ้อ...ยกเว้นอารมณ์รักที่ไม่ใช่ดีอย่างเดียวแต่วิเศษเชียวล่ะ แต่อารมณ์ขันน่ารักตรงที่ใครๆ ก็มีส่วนร่วมได้ คนมีอารมณ์ขันไปที่ไหน คนอื่นก็ร่วมหัวเราะไปกับเรา ส่วนคนมีอารมณ์รักมีแค่สองคนเท่านั้นที่รู้กัน ออกจะคับแคบไปหน่อย แต่ที่จริงแล้วเสียงหัวเราะนั้นมีความน่ารักหลายอย่างจาระไนกันไม่หมด ตราบเท่าที่เสียงหัวเราะยังมีก็แปลว่าชีวิตยังไม่สิ้นหวัง คนที่หัวเราะให้กับตัวเองได้คือคนที่สร้างกำลังใจให้กับตัวเองได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนที่หัวเราะเก่งจะร้องไห้ไม่เป็น แต่อาจจะเป็นคนที่ร้องไห้มามากมายจนไม่รู้ว่าจะร้องไห้อีกทำไม ก็หัวเราะมันซะดีกว่า แล้วมันก็ดีกว่าจริงๆ

เสียงหัวเราะทำให้บรรยากาศสดใส ทำให้บ้านน่าอยู่ ทำให้ที่ทำงานเป็นที่น่าทำงาน ทำให้มิตรภาพแน่นแฟ้น ทำให้ความรักยืนยง ทำให้อากาศที่ร้อนไม่ร้อนจนเกินไป ทำให้อากาศที่หนาวอบอุ่นได้ ทำให้รถที่ติดก็ดูเหมือนไม่ติด คนที่ไม่มีอารมณ์ขันคือคนที่ไร้เสน่ห์ที่สุดในโลก เสียงหัวเราะบางครั้งอาจจะฟังดูไร้สาระ แต่คุณเอ๋ย...ชีวิตเราเอาเข้าจริงๆแล้วก็ไร้สาระอย่างนี้น่ะเอง จะเอาอะไรกันนักกันหนา วันนี้หุ้นขึ้น พรุ่งนี้หุ้นตก มัวแต่เอาหัวโขกฝาจะได้อะไรขึ้นมา แต่ถ้าคุณหัวเราะให้กับมันได้ เสียงหัวเราะจะทำให้ความคิดคุณกระจ่างใส ต้อนรับสิ่งใหม่ๆ ที่อาจเข้ามาเพราะมีการพิสูจน์มาแล้วว่า อารมณ์ขันเป็นบ่อเกิดของความคิดสร้างสรรค์ ทำให้คุณรู้จักตัวเองและตระหนักได้ว่า คนทุกคนมักมีเรื่องผิดพลาดเกิดขึ้นในชีวิตได้เสมอ แล้วจะทำอย่างไรให้มีอารมณ์ขัน ก็ต้องมองโลกในแง่ดี มองโลกอย่างเดียวยังไม่พอต้องมองคนในแง่ดีด้วย ต้องเชื่อว่าทุกคนมีความดีงามซ่อนอยู่เสมอ ต้องเชื่อว่าหลังฝนจะมีฟ้าอันสดใส แม้วันนี้จะมืดมนอย่างไร แต่พรุ่งนี้พระอาทิตย์ก็จะขึ้น วันใหม่ๆจะมีมาพร้อมกับความหวังใหม่ๆเช่นกัน คนที่มีอารมณ์ขันคือคนที่เชื่อว่าถ้ายังมีเสียงหัวเราะ เขาจะไม่ล้ม หรือถ้าล้มก็จะลุกขึ้นมาใหม่ได้ ถ้าไม่เชื่ออย่างนี้ก็ยากนะ ที่จะมีอารมณ์ขันหรือถ้ามีเสียงหัวเราะก็อาจจะแปร่งๆไปหน่อยไม่ค่อยน่าฟัง

อารมณ์ขันต้องอาศัยการฝึกฝนอยู่เหมือนกัน อยู่ๆจะลุกขึ้นมาเอิ๊กอ๊ากทันทีทันใดนั้นไม่ได้ถ้าภายในคุณไม่พร้อม และต้องแน่ใจว่าเสียงหัวเราะของคุณนั้นไม่ใช่เสียงหัวเราะเยาะเย้ย ถากถางคนอื่น เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น แทนที่เสียงหัวเราะจะช่วยสร้างบรรยากาศให้สดชื่นก็จะกลายเป็นมลพิษทางหูไปได้ เสียงหัวเราะที่น่าฟังที่สุดคือเสียงหัวเราะของเด็กๆ เสียงหัวเราะที่ไม่น่าฟังที่สุดคือเสียงหัวเราะของผู้ใหญ่ ที่แค่นหัวเราะทั้งที่ไม่มีอารมณ์ขัน ไม่อยากหัวเราะแต่ยังหัวเราะ ฟังดูแล้วจะเหมือนร้องเพลงผิดคีย์ เล่นดนตรีผิดทำนอง

คุณพร้อมที่จะหัวเราะแล้วหรือยัง เริ่มต้นฝึกฝนด้วยขั้นตอนง่ายๆก่อนก็ได้ อย่างเช่นตื่นนอนตอนเช้าทุกวันและก่อนนอนให้จั๊กจี้ตัวเองวันละ 5 นาที เพื่อดูว่าท่าหัวเราะของคุณเองมันน่ารักสักแค่ไหน คุณอาจจะพบว่าคุณน่าจะทำท่าน่ารักอย่างนี้มาเสียตั้งนานแล้ว แล้วก็ฟังเสียงหัวเราะของตัวเองว่ามันน่าฟังยังไงบ้าง เมื่อพบแล้วก็ต้องฝึกขั้นต่อไปคือ หัดเล่าเรื่องลามกให้ตัวเองฟัง ถ้าตัวเองยังหัวเราะไม่ออกก็ต้องฝึกใหม่จนกว่าคุณจะหัวเราะเรื่องของตัวเองกลิ้งไปเลย แล้วก็หาเรื่องลามกเด็ดๆ สัก 2 - 3 เรื่อง เอาไว้เล่าต่อให้วงแตก ความลามกเล็กๆน้อยๆ เป็นความสดใสของชีวิตอย่างหนึ่ง แล้วก็ต้องหัดใส่หัวใจของเด็กๆลงไปในตัวเองบ้าง ใส่ความคิดของเด็กๆลงไปในหัวสมองบ้าง คุณจะหัวเราะได้ง่ายขึ้นแล้วก็ต้องหัดไร้สาระบ้าง ฟุ้งซ่านบ้าง หัดทำอะไรเพี้ยนๆบ้าง ชีวิตนี้มันสั้นนัก มาสนุกกับชีวิตกันดีกว่า

เสียงหัวเราะของคุณที่ว่าน่าฟังแล้ว แต่ที่น่าฟังกว่าคือ เสียงหัวเราะของคนอื่นที่ร่วมหัวเราะไปกับเรา เวลารถติด อย่าลืมเปิดกระจกยื่นหน้าไปที่รถข้างๆคุณ แล้วหัวเราะให้มันครื้นเครง บอกเขาว่าดูสิคะ รถติด น่าขำจังจะมีประเทสไหนรถติดเป็นลานจอดรถอย่างนี้บ้างมั้ยคะ...เอิ๊ก...เอิ๊ก... เอิ๊กฮ่ะ...ฮ่ะ แค่คิดก็ขำแล้ว แล้วก็สุภาษิตที่ว่าหัวเราะทีหลังดังกว่านั้น ใช้ไม่ได้ใครนะช่างตั้งขึ้นมา จะหัวเราะก่อนหัวเราะหลังก็ดังได้เท่ากันนั่นแหละ ว่าแต่คุณหัวเราะเมื่อไรล่ะ อย่างน้อย...ต้องให้ได้ 3 ครั้งหลังอาหาร แล้วกันนะคะ...ฮ่า...ฮ่า...เอิ๊กๆ


Thanks : พ.ท.หญิง เขมิกา บวรวุฒิ ขอบคุณที่มา "เคล็ดลับ" โดย ชานชลา